Executive Summary
เอเจนซี่เป็นต้นทุนผันแปร: ค่าบริหารสื่อ 15–20% ของงบแอด (เอเจนซี่ส่วนใหญ่รับเริ่มที่งบราว 30,000–50,000 บาท/เดือน สัญญา 3 เดือน) ค่าวางแผนจ่ายครั้งเดียว 30,000–90,000 บาทตามประเภทแผน และค่าผลิตคอนเทนต์คิดต่อชิ้น เช่น retainer เล็กที่งบแอด 50,000 บาท/เดือน ค่าเอเจนซี่รวมราว 43,500–70,000 บาท/เดือน ส่วนทีม in-house เป็นต้นทุนคงที่ที่รวมเงินเดือน ประกันสังคม เครื่องมือ เวลาเรียนรู้ และค่าสรรหา จ่ายเท่ากันทั้งเดือนที่มีและไม่มีแคมเปญ สรุป: จ้างเอเจนซี่เมื่องานยังไม่เต็มเวลาหรือต้องใช้หลายทักษะ สร้างทีมเมื่องานต่อเนื่องเต็มเวลา และโมเดลผสมที่ใช้ได้ดีที่สุดคือ in-house เป็นเจ้าของแบรนด์ ข้อมูล และงบ ให้เอเจนซี่ทำส่วนเฉพาะทาง
ต้นทุนที่ทำให้ทีมการตลาดในบริษัทแพงกว่าที่คิด ไม่เคยอยู่ในใบเสนอเงินเดือน
คำตอบสั้นๆ สำหรับคำถามว่าจ้างเอเจนซี่กับสร้างทีมการตลาดเองอันไหนถูกกว่า: เอเจนซี่เป็นต้นทุนผันแปร จ่ายตามงบสื่อและตามชิ้นงานที่สั่งจริง เช่น ค่าบริหารสื่อ 15–20% ของงบแอด (เอเจนซี่ส่วนใหญ่รับเริ่มที่งบราว 30,000–50,000 บาท/เดือน สัญญาขั้นต่ำ 3 เดือน) ค่าวางแผนที่จ่ายครั้งเดียวต่อแผน และค่าผลิตคอนเทนต์ที่คิดต่อชิ้น ส่วนทีม in-house เป็นต้นทุนคงที่ที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่างานจะมากหรือน้อย และไม่ได้มีแค่เงินเดือน ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้เป็นช่วงราคาประมาณการในตลาดเอเจนซี่ที่ Sociology — digital marketing agency ในกรุงเทพ รวบรวมไว้ให้เห็นภาพ (ช่วงราคาในบทความนี้เป็นตัวเลขประมาณการจากตลาดเอเจนซี่ในกรุงเทพ ณ ต.ค. 2026 เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ใบเสนอราคาของ Sociology ราคาจริงขึ้นกับสโคป และยังไม่รวม VAT 7%) เราตั้งใจไม่ใส่ตัวเลขเงินเดือนตลาดและไม่ใส่ค่าตัวรายคนของฝั่งเอเจนซี่ เพราะต่างกันมากตามอุตสาหกรรมและสโคป และเราไม่อยากให้คุณตัดสินใจจากตัวเลขที่เราเดา
คำถามที่ควรถามจริงๆ ไม่ใช่ "อันไหนถูกกว่า" แต่คือ "งานการตลาดของคุณเต็มเวลาคนหนึ่งคนไหม และต้องใช้กี่ทักษะ" บทความนี้แยกโครงสร้างต้นทุนทั้งสองฝั่งให้เห็นชัด แสดงวิธีคิดค่าเอเจนซี่จากค่าแผน ค่าผลิตต่อชิ้น และค่าบริหารสื่อ และเสนอโมเดลผสมที่ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราใช้อยู่
จ้างเอเจนซี่ดูแลการตลาดหรือยิงแอด เดือนละเท่าไหร่?
ตอบตรง: ค่าเอเจนซี่มี 3 ก้อน และทุกก้อนผันแปรตามที่ใช้จริง (1) ค่าบริหารสื่อ 15–20% ของงบสื่อ งบ 50,000 บาท/เดือนจ่ายค่าบริหาร 7,500–10,000 บาท งบ 100,000 บาทจ่าย 15,000–20,000 บาท งบ 300,000 บาทจ่าย 45,000–60,000 บาท (งบใหญ่ขึ้นอัตรามักลดหลั่นลงไปถึงราว 10%) (2) ค่าวางแผน จ่ายครั้งเดียวต่อแผน ไม่ใช่รายเดือน (3) ค่าผลิตคอนเทนต์ คิดต่อชิ้น สั่งเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เดือนที่ไม่มีแคมเปญก็ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้
| รายการ | วิธีคิด | ราคา (บาท) |
|---|---|---|
| ค่าบริหารสื่อ Meta / TikTok / Google / LINE | % ของงบสื่อ เริ่มที่งบราว 30,000–50,000/เดือน ขั้นต่ำ 3 เดือน | 15–20% |
| ค่าบริหารสื่อ งบใหญ่ (ลดหลั่นตามขนาดงบ) | % ของงบสื่อ | ลดหลั่นถึงราว 10% |
| Marketing Plan | ครั้งเดียวต่อแผน | 30,000–50,000 |
| Media Plan | ครั้งเดียวต่อแผน | 30,000–50,000 |
| Content Strategy | ครั้งเดียวต่อแผน | 40,000–90,000 |
| ภาพนิ่งสำหรับโซเชียล | ต่อชิ้น | 5,000–10,000 |
| Artwork always-on | ต่อโพสต์ | 4,000–6,000 |
| Caption | ต่อโพสต์ | 500–1,500 |
| Carousel | ต่อชิ้น | 10,000–15,000 |
| Motion 15–30 วินาที | ต่อชิ้น | 8,000–15,000 |
| Short video Meta / TikTok / Reels รวม copy | ต่อคลิป | 25,000–35,000 |
| Content package 6 ชิ้น | ต่อแพ็ก | 40,000–55,000 |
| KOL management | ต่อเดือน (ไม่รวมค่าตัว KOL) | 10,000–15,000 |
(ช่วงราคาในบทความนี้เป็นตัวเลขประมาณการจากตลาดเอเจนซี่ในกรุงเทพ ณ ต.ค. 2026 เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ใบเสนอราคาของ Sociology ราคาจริงขึ้นกับสโคป และยังไม่รวม VAT 7%) รายละเอียดทุกหมวดบริการอยู่ในบทความราคาจ้าง digital marketing agency ในกรุงเทพ 2026
ต้นทุนจริงของทีมการตลาด in-house มีอะไรบ้าง นอกจากเงินเดือน?
ตอบตรง: เงินเดือนคือก้อนที่เห็น แต่ต้นทุนที่ทำให้ทีมในบริษัทแพงกว่าที่คิดคือก้อนที่ไม่ขึ้นในใบเสนอราคา และทุกก้อนเป็นต้นทุนคงที่ จ่ายเท่ากันทั้งเดือนที่ยิงแอด 300,000 บาทและเดือนที่ไม่มีแคมเปญเลย
- เงินเดือน + ประกันสังคม + สวัสดิการ + โบนัส ซึ่งตัวบริษัทจ่ายสมทบเพิ่มจากตัวเลขในสัญญาจ้าง
- เครื่องมือ โปรแกรมออกแบบ เครื่องมือวิเคราะห์ เครื่องมือจัดการโซเชียล ระบบรายงาน ซึ่งเอเจนซี่ซื้อครั้งเดียวแล้วเฉลี่ยให้ลูกค้าหลายราย แต่ทีมในบริษัทต้องจ่ายเต็มเพื่อใช้กับแบรนด์เดียว
- เวลาเรียนรู้ คนใหม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะคุมแพลตฟอร์มได้จริง และแพลตฟอร์มเปลี่ยนตลอด ช่วงที่เรียนรู้คือช่วงที่งบแอดถูกใช้แบบไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
- ค่าสรรหาและ turnover ตำแหน่งการตลาดดิจิทัลเปลี่ยนงานบ่อย ทุกครั้งที่คนออก ความรู้เรื่องบัญชีแอดและข้อมูลลูกค้าออกไปด้วยถ้าไม่มีระบบจัดเก็บ
- ความกว้างของทักษะ งานการตลาดดิจิทัล 1 แคมเปญต้องใช้คนวางแผน คนซื้อสื่อ คนออกแบบ คนเขียน และคนตัดวิดีโอ จ้าง 1 คนแปลว่าได้คนเก่ง 1–2 อย่างและพอใช้ที่เหลือ
- เวลาของผู้บริหาร ที่ต้องคุมงาน ตัดสินใจ และเป็นคนสอน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่เคยถูกบันทึกแต่แพงที่สุด
ตารางนี้วางต้นทุนสองฝั่งเทียบกันโดยตั้งใจไม่ใส่ตัวเลขเงินเดือน เพราะสิ่งที่ต่างกันจริงไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คือก้อนไหน "เห็น" ตั้งแต่วันเซ็นสัญญา และก้อนไหนโผล่มาทีหลัง
| รายการต้นทุน | ทีม in-house (ต้นทุนคงที่) | เอเจนซี่ (ต้นทุนผันแปร) |
|---|---|---|
| เห็นได้: ค่าจ้างหลัก | เงินเดือนรายเดือน จ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ว่างานมากหรือน้อย | ค่าบริหารสื่อ % ของงบ + ค่าชิ้นงานที่สั่งจริง จ่ายตามที่ใช้ |
| เห็นได้: ค่าตั้งต้น | ค่าสรรหา อุปกรณ์ และช่วง onboarding ที่ยังไม่มีผลงาน | ค่าแผนครั้งเดียว 30,000–90,000 ตามประเภทแผน |
| ซ่อนอยู่: สมทบตามกฎหมาย + สวัสดิการ | ประกันสังคม กองทุน โบนัส วันลา บริษัทจ่ายเพิ่มจากตัวเลขในสัญญาจ้าง | รวมอยู่ในราคาแล้ว |
| ซ่อนอยู่: เครื่องมือ | ซื้อ license เต็มราคาเพื่อใช้กับแบรนด์เดียว | เอเจนซี่ซื้อครั้งเดียวแล้วเฉลี่ยให้ลูกค้าหลายราย |
| ซ่อนอยู่: เวลาเรียนรู้ | หลายเดือนต่อคน และเริ่มใหม่ทุกครั้งที่แพลตฟอร์มเปลี่ยน | ไม่คิดกับลูกค้า เป็นต้นทุนของเอเจนซี่เอง |
| ซ่อนอยู่: turnover | ความรู้เรื่องบัญชีแอดและข้อมูลลูกค้าออกไปกับคน | เอเจนซี่เปลี่ยนคนกลางทางได้เช่นกัน ควรระบุทีมที่ทำงานจริงในสัญญา |
| ซ่อนอยู่: เวลาผู้บริหาร | คุมงาน สอน และตัดสินใจแทนทุกเรื่อง | เหลือแค่ brief และ approve แต่ต้องทำให้เร็ว |
| ซ่อนอยู่: ความรู้เรื่องสินค้า | ลึกที่สุด เป็นข้อได้เปรียบหลัก | ต้องใช้เวลาสอน และไม่มีวันลึกเท่าคนในบริษัท |
| ซ่อนอยู่: เดือนที่ไม่มีแคมเปญ | จ่ายเต็มเท่าเดิม | เหลือค่าบริหารขั้นต่ำ หรือหยุดได้หลังครบสัญญา |
ฝั่งเอเจนซี่ก็มีต้นทุนแฝงเหมือนกันและควรพูดตรงๆ: เวลาที่คุณต้องใช้ brief และ approve งาน ความรู้เรื่องสินค้าที่เอเจนซี่ไม่มีวันลึกเท่าคนในบริษัท และความเสี่ยงที่ทีมฝั่งเอเจนซี่เปลี่ยนคนกลางทาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรถามตั้งแต่แรกว่าใครทำงานให้คุณจริง
ถ้าจ้างเอเจนซี่ทำงานต่อเนื่องรายเดือน คิดเลขยังไง?
ตอบตรง: แยกเป็นค่าตั้งต้นครั้งเดียว (ค่าแผน) กับค่ารายเดือน (ค่าบริหารสื่อ % ของงบ + ค่าชิ้นงานที่สั่งจริง) แล้วรวมกัน ข้อดีคือคุณจ่ายเฉพาะสิ่งที่ต้องใช้ในเดือนนั้น และได้ผู้เชี่ยวชาญหลายทักษะในราคาที่คุมได้ ตัวอย่างการคำนวณจากช่วงราคาประมาณการ (ตัวอย่างเท่านั้น สโคปจริงต้องดูงาน):
| ตัวอย่างชุดงานรายเดือน | ค่าตั้งต้นครั้งเดียว | ค่ารายเดือน (วิธีคิด) | รวม / เดือน (บาท) |
|---|---|---|---|
| A: retainer เล็ก งบแอด 50,000/เดือน + คอนเทนต์ 8 โพสต์ | Media Plan 30,000–50,000 | ค่าบริหารสื่อ 50,000 × 15–20% = 7,500–10,000 + Artwork always-on 8 × 4,000–6,000 = 32,000–48,000 + Caption 8 × 500–1,500 = 4,000–12,000 | 43,500–70,000 (ไม่รวมงบแอด 50,000) |
| B: ขยายงาน งบแอด 300,000/เดือน + วิดีโอ + KOL | Content Strategy 40,000–90,000 + Media Plan 30,000–50,000 = 70,000–140,000 | ค่าบริหารสื่อ 300,000 × 15–20% = 45,000–60,000 + Content package 6 ชิ้น 40,000–55,000 + Short video 2 คลิป × 25,000–35,000 = 50,000–70,000 + KOL management 10,000–15,000 | 145,000–200,000 (ไม่รวมงบแอด 300,000 และค่าตัว KOL) |
| C: บริหารสื่ออย่างเดียว งบแอด 100,000 | — | 100,000 × 15–20% | 15,000–20,000 (ไม่รวมงบแอด) |
(ช่วงราคาในบทความนี้เป็นตัวเลขประมาณการจากตลาดเอเจนซี่ในกรุงเทพ ณ ต.ค. 2026 เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ใบเสนอราคาของ Sociology ราคาจริงขึ้นกับสโคป และยังไม่รวม VAT 7%)
วิธีใช้ตารางนี้: เอาชุด A หรือ B ไปเทียบกับต้นทุนรวมของการจ้างคนในบริษัทที่ทำงานชุดเดียวกัน (เงินเดือน + สมทบ + เครื่องมือ + เวลาเรียนรู้) ชุด A คือปริมาณงานที่คนเก่งหนึ่งคนพอทำได้ แต่ต้องทำได้ทั้งซื้อสื่อ ออกแบบ และเขียน ส่วนชุด B ต้องใช้อย่างน้อย 3–4 ทักษะที่ไม่มีใครคนเดียวทำได้ดีทั้งหมด ถ้างานของคุณเต็มเวลาจริงทุกเดือนและหาคนครบทักษะได้ ทีมในบริษัทมักถูกกว่า แต่ถ้างานมาเป็นช่วง ตัวเลขฝั่งเอเจนซี่จะชนะ เพราะเดือนที่สั่งน้อย คุณจ่ายน้อยตาม และค่าแผนจ่ายครั้งเดียวแล้วใช้ต่อได้ทั้งไตรมาส
เมื่อไหร่ควรจ้างเอเจนซี่ เมื่อไหร่ควรสร้างทีมเอง?
ตอบตรง: จ้างเอเจนซี่เมื่องานยังไม่เต็มเวลา ต้องการหลายทักษะพร้อมกัน ต้องเริ่มเร็ว หรือต้องการตัวเลขอ้างอิงจากหลายอุตสาหกรรม สร้างทีมเองเมื่องานต่อเนื่องเต็มเวลาแล้ว ต้องการคนที่รู้สินค้าลึก และพร้อมลงทุนระบบเก็บความรู้ให้ไม่หายไปกับคน
สัญญาณว่าถึงเวลาจ้างเอเจนซี่: แคมเปญเปิดตัวที่ต้องใช้ทั้งครีเอทีฟ สื่อ และ KOL ให้เสร็จในเวลาไม่กี่สัปดาห์, ทีมในบริษัทมีคนเดียวและกำลังทำทุกอย่าง, หรือไม่มีใครในบริษัทบอกได้ว่า CPM ที่จ่ายอยู่แพงหรือถูก (ของ Meta ในไทยควรอยู่ราว ฿20–40 ดูช่วง CPM ประมาณการสำหรับตลาดไทย) สัญญาณว่าถึงเวลาสร้างทีม: ค่าบริหารสื่อและค่าชิ้นงานที่จ่ายต่อเดือนเริ่มใกล้ต้นทุนรวมของการจ้างคน 1 คนที่ทำงานเต็มเวลา และมีงานให้คนนั้นทำทุกวันจริงๆ ไม่ใช่แค่ช่วงแคมเปญ
เรื่องขนาดเอเจนซี่ก็มีผล Sociology เป็นทีม boutique หลักสิบคน ไม่ใช่ 150 คน ข้อดีคือผู้บริหารลงมือทำเอง ตัดสินใจเร็ว ค่าโสหุ้ยต่ำกว่าซึ่งสะท้อนในราคาได้ ข้อจำกัดคือรับงานพร้อมกันได้จำกัดและไม่มีทีมประจำประเทศอื่น ถ้าโจทย์คุณคือแคมเปญหลายประเทศพร้อมกัน เอเจนซี่เครือข่ายใหญ่ตอบโจทย์กว่า เราเขียน checklist สำหรับเลือกไว้ในบทความวิธีเลือก digital marketing agency ในกรุงเทพ
โมเดลผสม in-house + เอเจนซี่ ทำยังไงให้ไม่จ่ายซ้ำซ้อน?
ตอบตรง: ให้คนในบริษัทเป็นเจ้าของ 3 อย่างที่ห้ามอยู่กับใครนอกบริษัท คือแบรนด์ (ข้อความและทิศทาง), ข้อมูล (บัญชีแอด pixel และฐานลูกค้า) และการตัดสินใจเรื่องงบ แล้วให้เอเจนซี่ทำส่วนที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือกำลังคนเป็นช่วง เช่น ซื้อสื่อ ผลิตคอนเทนต์ บริหาร KOL หรือจัดอีเวนต์
โมเดลที่ลูกค้าเราใช้บ่อยคือ in-house 1 คนทำหน้าที่ brand owner และ approver + เอเจนซี่บริหารสื่อที่ 15–20% ของงบ + จ้างผลิตคอนเทนต์เป็นชิ้นตามต้องการ แบบนี้คนในบริษัทไม่ต้องเป็น media buyer เอง และเอเจนซี่ไม่ต้องเดาว่าแบรนด์อยากพูดอะไร เงื่อนไขที่ต้องมีในสัญญา: บัญชีโฆษณาและ pixel เป็นของแบรนด์ เอเจนซี่เป็นแค่ผู้ได้รับสิทธิ์เข้าใช้, รายงานรายเดือนต้องมาจาก Ads Manager ไม่ใช่สไลด์สรุป, และ KPI ที่สัญญาต้องเป็นสิ่งที่เอเจนซี่คุมได้จริง (reach, CTR, CPM, CPC, CPL, CPA, ROAS) ไม่ใช่ KPI ธุรกิจอย่าง retention หรือ NPS
สัญญาขั้นต่ำ 3 เดือนไม่ใช่เงื่อนไขเพื่อล็อกลูกค้า แต่เพราะแคมเปญ full-funnel ต้องใช้เวลาให้ระบบเรียนรู้และ retarget pool โตก่อนตัวเลขจะนิ่ง หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะย้ายงานส่วนไหนเข้าบริษัท ลูกค้าหลายรายของเราเริ่มจากจ้างเราทั้งหมด แล้วค่อยๆ สร้างทีมเองโดยเราทำหน้าที่สอนและส่งต่อ ซึ่งเรามองว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดี ไม่ใช่การเสียลูกค้า
คำถามที่พบบ่อย
เอเจนซี่เล็กกับเอเจนซี่ใหญ่ ต่างกันยังไงในแง่ต้นทุน?
เอเจนซี่ใหญ่มีค่าโสหุ้ยสูงกว่าจากจำนวนคนและสำนักงาน ซึ่งสะท้อนในค่าบริหารและราคาต่อชิ้นงาน แต่รับงานสเกลใหญ่หรือหลายประเทศได้ เอเจนซี่ boutique อย่าง Sociology คุมค่าโสหุ้ยต่ำกว่า ผู้บริหารทำงานเอง แต่รับงานพร้อมกันได้จำกัด ให้เลือกตามขนาดโจทย์ ไม่ใช่ตามขนาดเอเจนซี่
ทำไมบทความนี้ไม่ใส่ตัวเลขเงินเดือนหรือค่าตัวรายคน?
เพราะเงินเดือนต่างกันมากตามอุตสาหกรรมและขนาดบริษัท ส่วนค่าตัวรายคนของเอเจนซี่ขึ้นกับสโคปจนตัวเลขเดี่ยวทำให้เข้าใจผิดง่าย วิธีเทียบที่แม่นกว่าคือเทียบ "ชุดงานต่อเดือน" แบบตาราง A/B ซึ่งคิดจากค่าแผน ค่าชิ้นงาน และค่าบริหารสื่อ กับต้นทุนรวมของคนในบริษัทที่ทำงานชุดเดียวกัน
จ้างฟรีแลนซ์แทนเอเจนซี่ได้ไหม?
ได้ และเหมาะกับงานชิ้นเดี่ยว เช่น ออกแบบหรือเขียนคอนเทนต์ แต่งานที่ต้องประสานหลายทักษะพร้อมกัน (สื่อ + ครีเอทีฟ + KOL) จะทำให้คุณกลายเป็นผู้จัดการโปรเจกต์เอง และฟรีแลนซ์มักไม่มีตัวเลขอ้างอิงจากหลายอุตสาหกรรมมาเทียบว่าผลที่ได้ดีหรือแย่
ทำไมเอเจนซี่ถึงต้องมีสัญญาขั้นต่ำ 3 เดือน?
เพราะเดือนแรกคือช่วงตั้งค่า pixel เก็บข้อมูล และทดสอบครีเอทีฟ ตัวเลขยังไม่นิ่ง การตัดสินใจจากผล 4 สัปดาห์มักผิด ส่วนงบเริ่มต้นราว 30,000–50,000 บาท/เดือนที่เอเจนซี่ส่วนใหญ่กำหนด คือระดับต่ำสุดที่ระบบโฆษณามีข้อมูลพอจะ optimize ได้
จ้างเอเจนซี่แล้ว ยังต้องมีคนในบริษัทดูการตลาดไหม?
ต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ตัดสินใจและ approve ได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการตลาดเต็มตัว แต่ต้องรู้สินค้าและลูกค้าดี เอเจนซี่ที่ไม่มีคู่คุยฝั่งลูกค้าจะทำงานช้าและเดาเยอะ ซึ่งสุดท้ายคุณจ่ายแพงกว่า
ค่า management fee 15–20% คิดจากอะไร?
คิดจากงบสื่อที่ใช้จริงในเดือนนั้น ครอบคลุมการตั้งค่าแคมเปญ กลุ่มเป้าหมาย ครีเอทีฟเวอร์ชันทดสอบ การปรับงบรายวัน และรายงาน ไม่รวมค่าผลิตคอนเทนต์ซึ่งคิดแยกเป็นชิ้น (ช่วงราคาในบทความนี้เป็นตัวเลขประมาณการจากตลาดเอเจนซี่ในกรุงเทพ ณ ต.ค. 2026 เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ใบเสนอราคาของ Sociology ราคาจริงขึ้นกับสโคป และยังไม่รวม VAT 7%)
ถ้ายังไม่แน่ใจว่างานของคุณควรอยู่ฝั่งไหน คุยกับทีม Sociology ได้ที่ info@sociology.asia หรือโทร 085-062-0703 — เล่าโจทย์มาก่อน เราตอบกลับพร้อมช่วงราคาจริงภายใน 1 วันทำการ และถ้าดูแล้วสร้างทีมเองคุ้มกว่า เราบอกตรงๆ Sociology — digital marketing agency ในกรุงเทพ ที่อยากให้ลูกค้าจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น